jurassic-world-2025_2

รีวิว Jurassic World 2025

Jurassic World เป็นภาพยนตร์แนวแอ็กชัน ผจญภัย ไซไฟ กำกับโดย Colin Trevorrow ออกฉายในปี 2015 และถือเป็นการรื้อฟื้นแฟรนไชส์ Jurassic Park ให้กลับมาโลดแล่นอีกครั้งหลังห่างหายไปนาน หนังเรื่องนี้ตั้งอยู่ในจักรวาลเดียวกับเหตุการณ์ใน Jurassic Park ภาคแรก (1993) แต่เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้น 22 ปีต่อมา

จุดเริ่มต้นของเรื่องราว เหตุการณ์เริ่มต้นบนเกาะ Isla Nublar ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งของ Jurassic Park ในอดีต ปัจจุบันที่นี่ถูกพัฒนาใหม่เป็นสวนสนุกไดโนเสาร์ขนาดใหญ่ที่มีชื่อว่า Jurassic World โดยบริษัท Masrani Global Corporation ดำเนินงานต่อจากความฝันของ John Hammond ผู้ก่อตั้งเดิม สวนสนุกแห่งนี้มีทุกอย่างที่นักท่องเที่ยวใฝ่ฝัน ไม่ว่าจะเป็นซาฟารีไดโนเสาร์ แท่นชมใต้น้ำ โชว์ไดโนเสาร์กินปลาเมกาโลดอน และสิ่งดึงดูดอื่น ๆ แต่ในขณะเดียวกัน ความต้องการของตลาดที่ไม่หยุดนิ่งทำให้ฝ่ายบริหารต้องคิดหาวิธีสร้าง “ของใหม่” เพื่อดึงดูดคนมาเที่ยวต่อไป

Claire Dearing (รับบทโดย Bryce Dallas Howard) ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการของสวนสนุก ได้รับมอบหมายให้ดูแลไดโนเสาร์พันธุ์ใหม่ที่ถูกดัดแปลงพันธุกรรมชื่อว่า Indominus Rex ซึ่งถูกออกแบบให้ใหญ่ ดุร้าย และน่ากลัวกว่าสายพันธุ์ใด ๆ เพื่อเป็น “สินค้าดาวเด่น” ของสวนสนุก เรื่องราวเมื่อ Zach และ Gray หลานชายของ Claire เดินทางมาเที่ยวสวนสนุก เพราะพ่อแม่ของพวกเขากำลังอยู่ในช่วงตัดสินใจเรื่องการหย่าร้าง Claire ไม่ค่อยมีเวลาให้หลาน จึงให้ผู้ช่วยคอยดูแลแทน แต่หลานทั้งสองต้องการผจญภัยด้วยตนเอง อีกด้านหนึ่ง Owen Grady (รับบทโดย Chris Pratt) อดีตทหารเรือที่ทำงานเป็นครูฝึกเวโลซีแรปเตอร์ ได้รับคำสั่งจากเจ้าของสวน Simon Masrani ให้มาตรวจสอบความปลอดภัยของกรง Indominus Rex เนื่องจากมันใกล้ถึงเวลานำออกแสดง

จุดพลิกผัน สัตว์ร้ายหลุดกรง Indominus Rex ถูกออกแบบทางพันธุกรรมโดยใช้ DNA ของทีเร็กซ์ผสมกับสัตว์อีกหลายชนิด เช่น เวโลซีแรปเตอร์ หมึก และกบ ทำให้มันมีความสามารถพิเศษหลายอย่าง เช่น การพรางตัวและการปรับอุณหภูมิร่างกายเพื่อตบตาเซนเซอร์ความร้อน เมื่อ Owen และเจ้าหน้าที่เข้าไปในกรงเพื่อสำรวจ พวกเขาพบว่ามันหายไปจากเรดาร์ อุณหภูมิในกรงต่ำผิดปกติ และไม่มีร่องรอยชัดเจน Indominus ใช้ความฉลาดล่อให้เจ้าหน้าที่เปิดประตูกรง แล้วมันก็หนีออกไปได้อย่างง่ายดาย

Indominus Rex ออกอาละวาดไล่ฆ่าไดโนเสาร์ตัวอื่นและทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้า Claire พยายามสั่งให้กองกำลังพิเศษจับเป็น แต่พวกเขาถูกฆ่าแทบทั้งหมด เพราะ Indominus ไม่เพียงมีพลังมหาศาล แต่ยังฉลาดและเรียนรู้กลยุทธ์ของศัตรูอย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกัน Zach และ Gray ที่กำลังเที่ยวชมไดโนเสาร์ในยาน Gyrosphere ถูกบุกโจมตีโดย Indominus และต้องหนีตายเข้าไปลึกในป่า Owen และ Claire จึงต้องออกตามหาเด็กทั้งสองท่ามกลางสถานการณ์เลวร้ายที่ลุกลามไปทั่วเกาะ

แผนการของ Hoskins และการใช้แรปเตอร์Vic Hoskins หัวหน้าฝ่ายรักษาความปลอดภัย มีแผนใช้เวโลซีแรปเตอร์ของ Owen เป็นอาวุธทางทหาร โดยคิดว่าหากฝึกให้พวกมันติดตามและโจมตีเป้าหมายได้ จะสามารถนำไปใช้ในสงครามได้จริง เมื่อเกิดเหตุ Indominus หลุด เขาใช้โอกาสนี้บังคับให้ Owen นำแรปเตอร์ไปไล่ล่ามัน อย่างไรก็ตาม เมื่อเจอตัว Indominus กลับพบว่ามันมี DNA ของเวโลซีแรปเตอร์ ทำให้สามารถสื่อสารและ “เข้าก๊วน” กับฝูงของ Owen ได้ แรปเตอร์จึงหันมาโจมตีกองกำลังมนุษย์แทน

รูปแบบสไตล์ของหนังเรื่อง Jurassic World 2025

Jurassic 2025 หนังภาคนี้ตั้งใจเป็น “love letter” ให้กับแฟรนไชส์ Jurassic ดั้งเดิม สอดแทรกฉากและความรู้สึกที่คุ้นเคยจากภาคแรก ต่อยอดด้วยเทคนิคภาพยนตร์ยุคใหม่ ผสมผสานอย่างลงตัว หนังพาเราไปยัง เกาะลับ Ile Saint-Hubert และพื้นที่เขตร้อนที่คล้ายยุคดึกดำบรรพ์ ซึ่งแสดงออกผ่านภาพธรรมชาติระดับมหากาพย์ ทั้งป่าดงดิบและท้องทะเลกว้าง ที่สวยงามและเงียบงันในเวลาเดียวกัน ผู้กำกับ Gareth Edwards เลือกถ่ายทำด้วย ฟิล์ม 35 มม. เพื่อให้ภาพดูมีความคลาสสิก เสริมความรู้สึกว่าเรากำลังดูหนังจากยุค “Jurassic Park” แรกอยู่ ดนตรีประกอบโดย Alexandre Desplat ซึ่งดึงธีมเสียงจาก John Williams มาร่วมด้วย ทำให้ทั้งบทเพลงและเสียงบรรยากาศชวนให้รู้สึกยิ่งใหญ่ น่าขนลุก และซาบซึ้ง หนังเดินเรื่องด้วยโทนที่ผสมระหว่าง แอ็กชัน, ผจญภัย, ไซไฟ และความระทึกขวัญ โดยมีไดโนเสาร์สายพันธุ์ใหม่และบรรยากาศเต็มไปด้วยอันตรายจากธรรมชาติที่โหดร้าย

การสร้างไดโนเสาร์ยังคงใช้ CGI ร่วมกับแอนิเมทรอนิกส์ (animatronics) เช่นเดียวกับภาคก่อน แต่ยกระดับความสมจริงให้ชัดขึ้นด้วยงบประมาณที่สูงและทีมงานคุณภาพ โลเคชันถ่ายทำหลักอยู่ใน ประเทศไทย (กระบี่, พังงา, ตรัง) ร่วมกับ มอลตาและอังกฤษ ซึ่งช่วยเติมเต็มสเกลภาพยนตร์ด้วยธรรมชาติไทยที่สวยลึกและสากล

สรุปรีวิว Jurassic World 2025

Jurassic World สามารถทำหน้าที่เป็นทั้งการสานต่อและการรีบูตแฟรนไชส์ได้อย่างแข็งแรง สร้างความตื่นเต้นให้กับผู้ชมรุ่นใหม่ การผสมผสานระหว่างการเคารพต้นฉบับกับการสร้างสิ่งใหม่ทำได้ดี แม้จะมีข้อบกพร่องในบทและตรรกะบางจุด แต่ก็ยังเป็นภาพยนตร์ผจญภัยไดโนเสาร์ที่ให้ความบันเทิงสูง